สิทธิของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง
การเลิกจ้างเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง กฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเลิกจ้างและเงินต่าง ๆ ที่ลูกจ้างอาจมีสิทธิได้รับ
อย่างไรก็ตาม การถูกเลิกจ้างไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างจะได้รับเงินจำนวนเท่ากันทุกกรณี เพราะสิทธิที่เกิดขึ้นต้องพิจารณาจากระยะเวลาการทำงาน ลักษณะการเลิกจ้าง เหตุแห่งการเลิกจ้าง สัญญาจ้าง และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเกี่ยวกับสิทธิของลูกจ้าง รวมถึงเรื่องค่าชดเชยเมื่อมีการเลิกจ้าง
1. เมื่อถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างควรตรวจสอบก่อนว่า “ถูกเลิกจ้าง” หรือ “ลาออก”
ประเด็นแรกที่มีความสำคัญอย่างมากคือ ต้องพิจารณาว่าการสิ้นสุดการทำงานเกิดจาก การตัดสินใจของนายจ้าง หรือเกิดจาก การลาออกของลูกจ้าง
โดยทั่วไป หากนายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างและลูกจ้างมีคุณสมบัติตามกฎหมาย ลูกจ้างอาจมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย
ในทางกลับกัน หากลูกจ้างเป็นฝ่ายลาออก สิทธิเรื่องค่าชดเชยตามมาตรา 118 อาจไม่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับการถูกเลิกจ้าง
ดังนั้น หากนายจ้างแจ้งให้ลูกจ้าง “เซ็นใบลาออก” ทั้งที่แท้จริงนายจ้างเป็นฝ่ายต้องการให้พ้นจากงาน ลูกจ้างควรพิจารณาผลทางกฎหมายก่อนลงลายมือชื่อ
2. ลูกจ้างอาจมีสิทธิได้รับ “ค่าชดเชย”
กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยจำนวนค่าชดเชยขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกัน
หลักเกณฑ์โดยสรุปมีตั้งแต่กรณีทำงานครบตามระยะเวลาขั้นต่ำ ไปจนถึงกรณีที่ทำงานเป็นเวลานาน โดยอัตราค่าชดเชยเพิ่มขึ้นตามอายุงาน และกรณีที่มีอายุงานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป กฎหมายกำหนดค่าชดเชยในอัตราสูงสุด 400 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
ดังนั้น การคำนวณสิทธิที่แท้จริงต้องตรวจสอบทั้ง อายุงานและฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ ก่อน
3. อายุงานมีผลต่อจำนวนค่าชดเชย
โดยหลัก ลูกจ้างที่มีอายุงานแตกต่างกันย่อมได้รับค่าชดเชยแตกต่างกันตามที่กฎหมายกำหนด
กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดตามกรณีที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างซึ่งมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์อาจมีสิทธิได้รับ ค่าชดเชยตามอายุงาน โดยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีดังนี้
อายุงาน/อัตราค่าชดเชย
ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
ครบ 20 ปีขึ้นไป ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน
ข้อสำคัญ: การคำนวณจริงต้องตรวจสอบวันที่เริ่มงาน วันที่เลิกจ้าง อัตราค่าจ้าง และลักษณะการจ้างประกอบกัน ไม่ควรคำนวณจากอายุงานเพียงอย่างเดียว
4. กรณีใดลูกจ้างอาจไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย?
การถูกเลิกจ้างไม่ได้หมายความว่านายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยในทุกกรณี
กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นบางประการ โดยเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างกระทำความผิดตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น การทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง รวมถึงกรณีอื่นตามมาตรา 119
อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิด ไม่ได้ทำให้สิทธิของลูกจ้างหมดไปโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบตามกฎหมายหรือไม่ และนายจ้างดำเนินการเลิกจ้างถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่
5. ค่าชดเชย กับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ใช่เงินประเภทเดียวกัน
เรื่องที่ลูกจ้างมักเข้าใจผิดคือ ค่าชดเชย กับ ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
สองรายการนี้มีหลักเกณฑ์แตกต่างกัน
ค่าชดเชย
เป็นเงินที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายเมื่อมีการเลิกจ้างและเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยพิจารณาจากอายุงานเป็นสำคัญ
ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
เกี่ยวข้องกับกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย จึงอาจเกิดสิทธิได้รับเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ดังนั้น ลูกจ้างบางกรณีอาจมีสิทธิได้รับ ทั้งค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หากข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขของกฎหมายทั้งสองส่วน
6. ถูกเลิกจ้างแล้วควรตรวจสอบเงินอะไรบ้าง?
เมื่อสิ้นสุดการจ้าง ลูกจ้างไม่ควรตรวจสอบเฉพาะค่าชดเชยเท่านั้น แต่ควรตรวจสอบเงินและสิทธิอื่นที่อาจค้างอยู่ด้วย เช่น
ค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับ
ค่าล่วงเวลา
ค่าทำงานในวันหยุด
ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ค่าชดเชย
เงินตามข้อตกลงหรือสวัสดิการของบริษัท
สิทธิวันหยุดหรือวันลาพักผ่อนประจำปีตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
สิทธิแต่ละรายการมีเงื่อนไขทางกฎหมายแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบจากเอกสารการจ้างและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
7. การเลิกจ้างอาจมีประเด็น “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม”
นอกจากสิทธิเรื่องค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้ว ลูกจ้างอาจมีประเด็นเกี่ยวกับ การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นนี้แตกต่างจากการพิจารณาว่า “นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่”
กล่าวคือ แม้นายจ้างอาจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เรื่องค่าชดเชย แต่ในบางกรณีอาจยังมีประเด็นอื่นเกี่ยวกับความเป็นธรรมของการเลิกจ้างที่ต้องพิจารณาแยกต่างหาก
การพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องดู เหตุแห่งการเลิกจ้าง พฤติการณ์ของนายจ้างและลูกจ้าง ตลอดจนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดี
8. อย่ารีบเซ็นเอกสารยอมรับการเลิกจ้างโดยไม่อ่าน
หากนายจ้างนำเอกสารมาให้ลงชื่อ เช่น
ใบลาออก
หนังสือยินยอมเลิกสัญญาจ้าง
หนังสือรับเงิน
เอกสารสละสิทธิ
ข้อตกลงยุติข้อพิพาท
เอกสารรับรองว่าไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ
ลูกจ้างควรอ่านรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนลงลายมือชื่อ
หากไม่เข้าใจข้อความหรือไม่แน่ใจว่าการลงชื่อจะมีผลต่อสิทธิในการเรียกร้องเงินหรือฟ้องคดีอย่างไร ควรขอสำเนาเอกสารและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานก่อน
9. หลักฐานอะไรที่ลูกจ้างควรเก็บไว้?
หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้าง หลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในการจ้างและเหตุแห่งการเลิกจ้างมีความสำคัญ
ควรเก็บเอกสาร เช่น
สัญญาจ้าง
หนังสือรับเข้าทำงาน
สลิปเงินเดือน
รายการเดินบัญชี
หนังสือเลิกจ้าง
หนังสือเตือน
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
อีเมล
ข้อความสนทนา
เอกสารประเมินการทำงาน
หลักฐานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา
หลักฐานการจ่ายค่าจ้างและเงินอื่น ๆ
ไม่ควรลบข้อความหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน หากคาดว่าจะมีข้อพิพาทเกิดขึ้น
10. หากนายจ้างไม่จ่ายเงินตามสิทธิ ลูกจ้างทำอย่างไร?
หากลูกจ้างเห็นว่าตนเองมีสิทธิได้รับเงินตามกฎหมายแต่ไม่ได้รับ สามารถตรวจสอบช่องทางการใช้สิทธิที่เหมาะสมได้
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีระบบ e-Service สำหรับการยื่นคำร้องเกี่ยวกับเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน รวมถึงกรณีไม่ได้รับค่าจ้างหรือเงินค่าชดเชย
นอกจากนี้ หากข้อพิพาทมีรายละเอียดซับซ้อน เช่น โต้แย้งเหตุแห่งการเลิกจ้าง มีประเด็นเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม หรือมีเอกสารที่ลูกจ้างได้ลงนามไปแล้ว ควรพิจารณาปรึกษาทนายความเพื่อประเมินสิทธิและแนวทางดำเนินการตามข้อเท็จจริง
11. เช็กลิสต์สำหรับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง
ก่อนดำเนินการใด ๆ ควรตรวจสอบอย่างน้อย 8 เรื่อง
☐ นายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างหรือเราลาออกเอง
☐ วันที่เริ่มงานและอายุงาน
☐ วันที่มีผลเลิกจ้าง
☐ เงินเดือนหรือค่าจ้างล่าสุด
☐ ได้รับหนังสือเลิกจ้างหรือไม่
☐ เหตุผลที่นายจ้างระบุในการเลิกจ้าง
☐ ได้รับค่าชดเชยและเงินอื่นครบถ้วนหรือไม่
☐ มีเอกสารใดที่นายจ้างให้ลงชื่อหรือไม่
หากมีข้อสงสัย ควรเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ก่อน และอย่าเพิ่งลงชื่อในเอกสารที่ยังไม่เข้าใจผลทางกฎหมาย
สรุป
เมื่อถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างควรตรวจสอบสิทธิของตนเองอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ค้างจ่าย รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับความเป็นธรรมของการเลิกจ้าง
สิทธิที่ลูกจ้างได้รับไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของนายจ้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจาก สัญญาจ้าง อายุงาน เหตุแห่งการเลิกจ้าง เอกสารที่เกี่ยวข้อง และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
หากได้รับหนังสือเลิกจ้างหรือเอกสารให้ลงชื่อ ควรอ่านรายละเอียดและเก็บสำเนาไว้ก่อน โดยเฉพาะกรณีที่มีการอ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิด นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเหตุแห่งการเลิกจ้าง
บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา)
บทความนี้จัดทำโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ให้คำปรึกษากฎหมายและดำเนินคดีทุกระดับ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และแนวทางดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายทั่วไป มิใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี สิทธิของลูกจ้างและหน้าที่ของนายจ้างอาจแตกต่างกันตามลักษณะการจ้าง อายุงาน เหตุแห่งการเลิกจ้าง สัญญาจ้าง และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ควรตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการทางกฎหมาย

