ฟ้องหย่าต้องมีเหตุอะไรบ้าง? รู้จักเหตุแห่งการหย่าตามกฎหมาย
การหย่าเป็นการสิ้นสุดสถานะการสมรสตามกฎหมาย แต่ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมหย่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าเพียงเพราะ “ไม่ต้องการใช้ชีวิตคู่ต่อไป” ได้โดยลำพัง โดยหลักจะต้องปรากฏ เหตุฟ้องหย่าตามที่กฎหมายกำหนด
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 กำหนดเหตุฟ้องหย่าไว้เป็นกรณีต่าง ๆ โดยแต่ละเหตุมีองค์ประกอบและข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน ผู้ฟ้องจึงต้องบรรยายข้อเท็จจริงในคำฟ้องและนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเข้าหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ปัจจุบันบทบัญญัติใช้คำว่า “คู่สมรส” เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม และใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่ากับคู่สมรสโดยไม่จำกัดเพศ
1. คู่สมรสมีชู้ หรืออุปการะเลี้ยงดูผู้อื่นฉันคู่สมรส
มาตรา 1516 (1) กำหนดกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ รวมถึงกรณีที่กระทำหรือยอมรับการกระทำกับผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของตนหรือผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายสามารถฟ้องหย่าได้
ในทางคดี ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการกล่าวหาว่า “มีชู้” แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์และพยานหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ตามองค์ประกอบของกฎหมาย
ตัวอย่างหลักฐานที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
ภาพถ่ายหรือวิดีโอ
ข้อความสนทนา
หลักฐานการโอนเงินหรือการอุปการะเลี้ยงดู
หลักฐานการเดินทางหรือการพักอาศัยร่วมกัน
พยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์
เอกสารหรือข้อมูลอื่นที่เชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม หลักฐานแต่ละประเภทต้องพิจารณาถึงที่มา ความน่าเชื่อถือ และความเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงในคดีเป็นรายกรณี
ปัจจุบันมาตรา 1523 ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิเรียก ค่าทดแทน ในกรณีศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) และมีการปรับแก้กฎหมายให้สิทธิดังกล่าวสอดคล้องกับหลักสมรสเท่าเทียมแล้ว
2. คู่สมรสประพฤติชั่วจนอีกฝ่ายได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อน
มาตรา 1516 (2) ครอบคลุมกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งประพฤติชั่ว ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ หากทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง
ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
ได้รับความดูถูกเกลียดชัง เพราะยังคงเป็นคู่สมรสของฝ่ายที่ประพฤติชั่ว
ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร เมื่อพิจารณาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรส
ดังนั้น คำว่า “ประพฤติชั่ว” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการกระทำที่เป็นความผิดอาญาเสมอไป แต่ต้องพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายประกอบด้วย
3. ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทและเหยียดหยาม
มาตรา 1516 (3) กำหนดกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง หากการกระทำนั้นมีลักษณะร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าได้
ในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายอาจมีหลักฐาน เช่น
ใบรับรองแพทย์
ภาพบาดแผล
บันทึกประจำวันหรือหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ภาพถ่ายหรือวิดีโอ
ข้อความข่มขู่หรือดูหมิ่น
พยานบุคคล
แต่การจะถือว่าพฤติการณ์ใด “ร้ายแรง” จำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรวมของแต่ละคดี
4. จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี
มาตรา 1516 (4) กำหนดว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จงใจละทิ้งร้าง อีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่คำว่า “จงใจละทิ้งร้าง” และระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงว่าคู่สมรสไม่ได้อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน
หากคู่สมรสแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็น เช่น การทำงาน การรักษาตัว หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ได้แสดงถึงเจตนาละทิ้งร้าง การวินิจฉัยอาจแตกต่างออกไป
5. ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี
มาตรา 1516 (4/1) กำหนดกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และถูกจำคุกเกินหนึ่งปี โดยต้องเป็นความผิดที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด ไม่ได้ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจด้วย และการคงสถานะสมรสต่อไปจะทำให้อีกฝ่ายได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร
จึงไม่ใช่เพียงการมีคดีอาญาหรือถูกจับกุมเท่านั้น แต่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับคำพิพากษาถึงที่สุด ระยะเวลาจำคุก และผลกระทบต่อคู่สมรสอีกฝ่ายด้วย
6. สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี
มาตรา 1516 (4/2) เป็นกรณีที่คู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าได้
กรณีนี้จึงแตกต่างจากการ “จงใจละทิ้งร้าง” ตามมาตรา 1516 (4) เพราะองค์ประกอบของกฎหมายมุ่งพิจารณาลักษณะของการแยกกันอยู่และระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
7. เป็นบุคคลสาบสูญ หรือหายไปเกินสามปี
มาตรา 1516 (5) กำหนดว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าได้
กรณีนี้ควรแยกให้ชัดระหว่าง
การหายตัวไป
กับ
การถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
เพราะทั้งสองกรณีมีข้อเท็จจริงและกระบวนการทางกฎหมายที่แตกต่างกัน
8. ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู หรือทำการเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง
มาตรา 1516 (6) กำหนดกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความช่วยเหลือหรืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นคู่สมรสอย่างร้ายแรง และการกระทำนั้นถึงขนาดทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควร เมื่อพิจารณาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรส
เหตุนี้จึงต้องพิจารณาทั้งพฤติการณ์ของคู่สมรสและผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการมีข้อขัดแย้งหรือทะเลาะกันทั่วไป
นอกจากนี้ หากเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (3), (4) หรือ (6) เกิดขึ้นโดยฝ่ายหนึ่งจงใจก่อเหตุเพื่อผลักดันให้อีกฝ่ายต้องฟ้องหย่า อาจมีประเด็นเรื่อง ค่าทดแทนตามมาตรา 1524 เพิ่มเติมด้วย
9. วิกลจริตตลอดมาเกินสามปีและยากจะหาย
มาตรา 1516 (7) กำหนดเงื่อนไขหลายประการ กล่าวคือ คู่สมรสฝ่ายหนึ่งวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี ความวิกลจริตมีลักษณะยากจะหาย และมีสภาพถึงขนาดที่อีกฝ่ายไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสต่อไปได้
ดังนั้น การมีปัญหาทางจิตใจหรือการเจ็บป่วยเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะเข้าองค์ประกอบของมาตรานี้โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาองค์ประกอบตามกฎหมายและข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องอย่างระมัดระวัง
10. ผิดทัณฑ์บนที่ทำไว้เป็นหนังสือ
มาตรา 1516 (8) กำหนดกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งผิดทัณฑ์บนที่ทำไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าได้
ประเด็นสำคัญคือ ต้องพิจารณาว่ามีการทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือจริงหรือไม่ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความประพฤติอย่างไร และการกระทำภายหลังถือเป็นการผิดเงื่อนไขที่ให้ไว้หรือไม่
11. เป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงและเรื้อรัง
มาตรา 1516 (9) กำหนดว่า คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง อันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง และโรคนั้นมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งจึงสามารถฟ้องหย่าได้
การใช้เหตุนี้จำเป็นต้องพิจารณาตามองค์ประกอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ควรเหมารวมว่าการเจ็บป่วยทุกประเภทเป็นเหตุฟ้องหย่า
12. มีสภาพแห่งกายที่ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์หรือกระทำ/ยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล
มาตรา 1516 (10) ฉบับปัจจุบันครอบคลุมกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณี หรือไม่อาจกระทำหรือยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งจึงสามารถฟ้องหย่าได้
ประเด็นสำคัญคือเงื่อนไขเรื่อง “ตลอดกาล” ซึ่งต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและหลักฐานของแต่ละกรณี
หลักสำคัญในการฟ้องหย่า: มีเหตุอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ
การที่ข้อเท็จจริงมีลักษณะใกล้เคียงกับเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 ไม่ได้หมายความว่าคดีจะชนะโดยอัตโนมัติ
ผู้ฟ้องควรพิจารณาอย่างน้อย 4 ประเด็น ได้แก่
1. ข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบของเหตุหย่าหรือไม่
ต้องนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาเทียบกับองค์ประกอบของมาตรา 1516 ว่าเข้าเหตุใด และเข้าองค์ประกอบครบถ้วนหรือไม่
2. มีหลักฐานพิสูจน์หรือไม่
คดีฟ้องหย่าเป็นคดีที่ข้อเท็จจริงในชีวิตครอบครัวมีความสำคัญมาก หลักฐานอาจอยู่ในรูปเอกสาร ภาพถ่าย ข้อความสนทนา พยานบุคคล หลักฐานการเงิน หรือหลักฐานจากหน่วยงานราชการ ทั้งนี้ต้องพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายและความน่าเชื่อถือของหลักฐานแต่ละประเภท
3. เคยให้อภัยเหตุหย่าหรือไม่
ประเด็นนี้มีความสำคัญตามมาตรา 1518 เพราะหากคู่สมรสฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่าให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง สิทธิฟ้องหย่าด้วยเหตุนั้นอาจหมดไป
ดังนั้น หากทราบว่าคู่สมรสมีพฤติการณ์ที่เป็นเหตุหย่าแล้ว ควรระมัดระวังการกระทำภายหลังจากนั้น โดยเฉพาะการกลับไปใช้ชีวิตฉันคู่สมรสโดยสมัครใจ เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจมีผลต่อสิทธิในการฟ้องหย่า
4. ต้องกำหนดคำขอท้ายฟ้องให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง
นอกจากการขอให้ศาลพิพากษาหย่าแล้ว คดีครอบครัวอาจมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น
อำนาจปกครองบุตร
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
การแบ่งสินสมรส
ค่าทดแทน
ประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สิน
ค่าเสียหายหรือสิทธิอื่นตามกฎหมาย
จึงควรวิเคราะห์ข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนกำหนดแนวทางฟ้องคดี
ฟ้องหย่ากับหย่าโดยความยินยอมต่างกันอย่างไร?
ควรแยก “การหย่าโดยความยินยอม” ออกจาก “การฟ้องหย่า”
หากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหย่ากัน สามารถดำเนินการหย่าโดยความยินยอมตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายได้ แต่หากฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม อีกฝ่ายอาจต้องใช้สิทธิทางศาล โดยต้องอาศัยเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516
ดังนั้น คำถามว่า “อยากหย่าแต่คู่สมรสไม่ยอมหย่า ทำอย่างไร?” จึงต้องพิจารณาต่อไปว่ามีเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องเตรียมหลักฐานอะไร?
หลักฐานขึ้นอยู่กับเหตุที่นำมาฟ้อง ตัวอย่างเช่น
กรณีมีชู้
อาจต้องรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ การอุปการะเลี้ยงดู หรือพฤติการณ์ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ตามกฎหมาย
กรณีทำร้ายร่างกาย
อาจใช้ใบรับรองแพทย์ ภาพถ่ายบาดแผล บันทึกประจำวัน หรือพยานบุคคล
กรณีทอดทิ้ง
ควรมีหลักฐานเกี่ยวกับการแยกกันอยู่และพฤติการณ์ที่แสดงถึงการจงใจละทิ้งร้าง
กรณีไม่อุปการะเลี้ยงดู
ควรมีหลักฐานเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่าย การขอความช่วยเหลือ และพฤติการณ์ของคู่สมรสอีกฝ่าย
ทั้งนี้ หลักฐานที่เหมาะสมกับแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ควรนำหลักฐานของคดีหนึ่งไปใช้เป็นหลักตายตัวกับทุกกรณี
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจฟ้องหย่า
การฟ้องหย่าไม่ใช่เพียงเรื่องของการยุติสถานะสมรส แต่ในหลายคดีมีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับ บุตร ทรัพย์สิน ค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าทดแทน จึงควรวิเคราะห์ข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนยื่นฟ้อง
โดยเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานเกี่ยวกับการนอกใจ การทำร้ายร่างกาย หรือการโอนทรัพย์สิน ควรจัดเก็บหลักฐานต้นฉบับและข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้อย่างเป็นระบบ และควรระมัดระวังการนำข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะอาจก่อให้เกิดประเด็นทางกฎหมายอื่นตามมาได้
สรุป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 กำหนดเหตุฟ้องหย่าหลายกรณี ตั้งแต่การมีชู้ การประพฤติชั่ว การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ การทอดทิ้ง การจำคุก การแยกกันอยู่ การสูญหาย การไม่อุปการะเลี้ยงดู การวิกลจริต การผิดทัณฑ์บน โรคติดต่อร้ายแรง ตลอดจนกรณีที่มีสภาพแห่งกายไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์หรือกระทำ/ยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล
หัวใจสำคัญของคดีฟ้องหย่าคือ ต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบของเหตุฟ้องหย่าข้อใด มีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ และมีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับบุตรหรือทรัพย์สินอย่างไร
นอกจากนี้ ตั้งแต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลใช้บังคับ บทบัญญัติในเรื่องเหตุหย่าได้รับการปรับถ้อยคำให้ใช้กับ “คู่สมรส” โดยไม่จำกัดเพศ และมาตรา 1523 เรื่องค่าทดแทนกรณีมีชู้ก็ได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าวด้วย
บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา)
บทความนี้จัดทำโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ให้คำปรึกษากฎหมายและดำเนินคดีทุกระดับ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และแนวทางดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
คำเตือน: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายทั่วไป มิใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี การฟ้องหย่าแต่ละคดีอาจมีข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และประเด็นทางกฎหมายแตกต่างกัน ผู้ที่มีปัญหาทางกฎหมายควรปรึกษาทนายความเพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและแนวทางดำเนินการให้เหมาะสมกับกรณี

